คนเราก็จะมีช่วงเวลาที่สับสน วุ่นวาย ฟุ้งซ่าน เหงา เบื่อ etc...
 
ทำไมมันต้องเกิดขึ้น?
 
ตอนนี้ชีวิตมันช่างเรื่อยเปื่อยจนน่าเบื่อ
 
สิ่งที่เคยอยากทำมันก็หาโอกาสทำยาก
 
ไม่ว่าจะร้องเพลง จะคอส จะถ่ายรูป จะเขียนนิยายซักเรื่อง
 
พอจะเริ่มทำก็รู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่โปรพอ
 
แล้วมันเมื่อไหร่...
 
อยากจะร้องเพลง ก็หางานดีๆที่เจร็อคพึงเป็น มันก็ยาก
 
อยากคอส แต่ละงานก็น่าคอสชิบหาย...
 
อยากถ่ายรูป..ความรู้มันไม่มี แค่ใจรัก
 
อยากเขียนเรื่องซักเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ใช่รักน้ำเน่า แต่ก็ไม่มีความรู้พอ
 
(ทำไมกูดูโง่นักวะ...)
 
เหมือนอะไรมันก็ไม่ถูกใจ ไม่ดีจนไม่อยากเข้าไปข้องแวะ
 
มันไม่ได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น...
 
ว่ากันตามตรงเลยก็ได้...
 
มันดูขัดแย้งกับสิ่งที่เราเชื่อ และรัก
 
ปัจจุบันงานแต่ละงานมันเปลี่ยนไป มันแถไปเรื่อย มันไม่ใช่
 
มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของดาว..!!!(อ้าว)
 
อืม...บ่นไป มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้
 
.....................
 
เมื่อวานนั่งดูหนังช่อง HBO ที่หอ 
 
แล้วมีอยู่เรื่องนึงที่โดนใจมาก
 
 
The Freedom Writers
 
สร้างจากพื้นฐานของเรื่องจริงที่เกิดขึ้นของนักเรียนห้อง 203
 
ในลองบีช ลอสแองเจลิส
 
หนังนอกกระแส ที่น้อยคนจะรู้จัก
 
แม้กระทั่งตัวกู เคยได้ผ่านตามาบ้าง ได้ดูจริงๆจังๆก็เมื่อวาน
 
หนังเล่าเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่ในชีวิตรู้จักแต่ความโหดร้าย การฆ่าฟัน
 
การเหยียดสีผิว...
 
เหตุการณ์หลังสงครามมันส่งผลถึงความคิดและความเป็นอยู่ของคนเป็นจำนวนมาก
 
และวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ต้องหวาดผวาเมื่อออกจากบ้าน
 
เห็นเพื่อนนอนตายจมกองเลือดเพราะถูกยิง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
 
บางคนพ่อแม่ไล่ออกจากบ้าน หรือโดนจับ 
 
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีครูสอนภาษาอังกฤษชื่อ เอริน กรูเวลล์
 
เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนกลุ่มนี้ด้วยพลังใจที่เหลือเชื่อ
 
จะว่าไปแล้วก็เรียกว่าเป็นหนังสูตรสำเร็จเลยก็ว่าได้
 
เริ่มแรกนักเรียนเกเร เจอครูดี ที่พยายามเปลี่ยนทุกอย่างให้ดีขึ้น
 
ตอนจบก็แฮปปี้กันถ้วนหน้า...อาจจะดูไม่มีความลึกซึ้ง
 
ไม่มีอะไรที่สะเทือนใจเหมือนหนังไทยอาร์ตๆพยายามจะทำ
 
เรียกว่าเดาทางกันได้ว่างั้นเถอะนะ...
 
แต่สาระสำคัญที่มันสุดตีนจับติ่งกูเลย
 
ก็ตรงที่..ก่อนจะไปถึงสูตรสำเร็จที่แฮปปี้เอนดิ้งนั้น
 
เด็กเหล่านั้นผ่านอะไรมาในชีวิตบ้าง
 
พวกเขาต้องต่อสู้และทำความเข้าใจกับตัวเองทีละเล็กละน้อย
 
ดูแวบแรก เหมือน GTO ชิบหายเลย
 
แต่เหตุการณ์และความรู้สึกต่อโลกที่โหดร้ายนั้น คือของจริง
 
ฮิลารี่ สแวงค์แสดงได้ดีในฐานะครูไฟแรงที่อยากเปลี่ยนนักเรียน
 
ที่กำลังดิ่งลงเหว อาจจะไม่มีห้อยโหนไร้สลิง ไปต่อยกับยากูซ่า
 
เธอเป็นเพียงผู้หญิงผิวขาวคนหนึ่งที่อยากให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้และรักใคร่กัน
 
ซึ่งมันต่างจากการอ่านหรือ GTO หลายเท่าหรืออาจจะไม่เหมือนกันเลยก็ว่าได้
 
 
ครูกรูเวลล์พยายามทำความเข้าใจและพยายามจะเข้าใจนักเรียนของเธอ
 
แต่ก็อย่างว่า ถ้าเป็นพวกมิงตอนกำลังทุกข์หรือเศร้าใจอะไรซักเรื่อง
 
พวกมิงคงพูดว่า"ไม่เป็นกูมิงไม่รู้หรอก"
 
(อันนี้กูเคยเจอมาแล้ว)
 
ใช่ เธอไม่รู้ว่าอะไรทำให้พวกเขาเป็นทุกข์
 
เธอเลยเริ่มจากการให้นักเรียนของเธอเขียนไดอารี่
 
เขียนอะไรก็ได้ที่พวกเขาอยากเขียน แต่ต้องเขียนทุกวัน
 
พาไปดูพิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
 
และให้อ่านบันทึกลับของแอน แฟรงค์
 
ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเขาได้รับรู้ว่า
 
วิธีการที่พวกเขาทำมันไม่ใช่ทางออกของปัญหา
 
และนักเรียนห้อง 203 ก็ค่อยๆเข้าใจซึ่งกันและกัน
 
(ไปดูเอาเหอะ กูขี้เกียจสปอย)
 
มีประโยคหนึ่งที่กูชอบมาก 
 
คือตอนที่มีพ กิส ผู้ให้ความช่วยเหลือแอน แฟรงค์
 
มาพูดคุยกับนักเรียนห้อง 203 โดยที่พวกเขาช่วยกันหาเงิน
 
เพื่อจะได้พบและพูดคุยกับมีพ กิีส
 
เด็กคนหนึ่งพูดกับมีพ กีสว่า "เขาไม่เคยมีวีรบุรุษ  แต่ตอนนี้คุณวีรบุรุษของผม"
 
หญิงชราตอบกลับมาว่า "ไม่ ไม่ ไม่ ฉันไม่ใช่วีรบุรุษของเธอ 
 
ฉันเพียงแต่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทุกๆคนไม่ว่าแม่บ้าน เลขานุการ หรือพวกเธอ
 
เราคือคนธรรมดาเหมือนๆกัน แต่ว่าเราสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องแตกต่างวิธีกันได้
 
บนโลกใบนี้ แม้ว่าเราก็จะเป็นเพียงแสงไฟเล็กๆ เธอคือฮีโร่ เธอเป็นฮีโร่ได้ในทุกๆวัน"
 
(อาจจะประมาณนี้ กูจำไม่แม่น)
 
ฉากนี้เรีัยกน้ำตากูเลยก็ว่าได้
 
ว่าไปนั่น....
 
มันไม่ใช่หนังอาร์ต หนังเด็กแนว หนังรักสะเทือนใจอะไร
 
แต่มันคือความรู้สึกที่กลั่นกรองมาจากความเป็นจริงในสังคม
 
ความรู้สึกที่เราทุกคนเคยเป็น อาจจะไม่ถึงขนาดอย่างในหนัง
 
แต่ความรู้สึกไร้ที่พึ่งทางจิตใจ ไม่รู้จะเลือกทางไหน
 
ไม่รู้ว่าอะไรคือตัวตนที่แท้จริง หรืออะไรที่ถูกต้องสำหรับการมีชีวิตอยู่
 
การสูญเสียคนที่เรารัก ไม่ว่าเพื่อน ครอบครัว ...
 
คนที่เคยรู้สึกแบบนั้นแล้วมาดู จะทำให้มองโลกในแง่ดีขึ้น...
 
.....................
 
ช่วงนี้อ่านหนังสือของวินทร์เพิ่มขึ้น
 
เพราะว่างจัด...
 
 
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน มีออกมาแล้ว 6 เล่ม
 
เป็นหนังสือที่รวบรวมจดหมายระหว่างวินทร์และปราบดา หยุ่น
 
ที่เขียนหากันตลอดหลายปี..
 
มีตั้งแ่ต่ความรัก ปรัชญา สงคราม การเมือง หนัง เพลง..โอ้ย
 
ทุกเรื่องบนโลกใบนี้...
 
กูชอบวินทร์อยู่แล้วกูพอจะเข้าใจถึงไลฟ์สไตร์ของเขา
 
แต่บอกตรงๆ กูไม่เคยอ่านงานเขียนของปราบดาเลย
 
เพราะกูเคยคิดว่าอ่านยาก ต้องคิด ต้องแนว
 
ซึ่งกูก็โง่จะตายห่า ยังจะต้องไปคิดอีกรึ...
 
แต่พอมาอ่านเล่มนี้ ก็พอจะเข้าใจปราบดาอยู่บ้าง
 
บางเรื่องเขาก็คิดเหมือนเรา เรื่องที่มันบ้าบอแหวกแนว
 
หลายต่อหลายเรื่อง เขาก็คิดเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
 
ออกจะปลงชีวิตด้วยซ้ำ...
 
งานหนังสือครั้งต่อไป คงต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อหาหนังสือปราบดาแล้วหละมั้ง
 
ความจริงแล้ว อ่านไปอ่านมา
 
เหมือนการระบายความทุกข์ของคนสองคนมากกว่า
 
และความทุกข์ของเขาทั้งสอง
 
ก็เหมือนตัวแทนความคิดของเราหลายคนที่กำลังเป็นอยู่
 
โดนไปหลายดอกอยู่เหมือนกัน...555+
 
................................
 
วันที่ 21 นี้
 
ก็จะครบ 100 วันที่มิงจากไปสร้างบริคบาร์เสพสุราอยู่บนสวรรค์
 
กูก็เหงาเรื่อยๆ..
 
ฟังเพลงของ Teddy Ska Band ทีไรกูก็ต้องคิดถึงมิงทุกครั้ง
 
  เพลงนี้เป็นเพลงของวงที่มิงชอบ
 
กูไม่ได้ชอบแนวเรกเก้ สกา
 
เพราะกุก็ไม่รู้ว่าจะไล่ควายกันทำไม(ฮึ่ยๆๆ *0*)
 
มิงก็ไม่ได้ชอบเจร็อคเหมือนกู
 
มิงชอบไปเที่ยวบริคบาร์ ไปไล่ควายที่ข้าวสาร
 
กูชอบกินเหล้าอยู่ห้องฟังเพลงเจร็อค คุยเรื่องดนตรีกับเพื่อนรู้ใจ
 
มิงเรียนจิตวิทยาซึ่งไม่เข้ากับหน้ามิงเลย
 
กุเรียนการท่องเที่ยวมันก็ไม่เข้ากับหน้ากุเหมือนกัน
 
กูชอบแต่งตัวสบายๆ เสื้อยืด กางเกงยีนส์
 
มิงแต่งตัวแนวๆ (ซึ่งมิงไม่แนวอย่างพวกพยายามจะแนว)
 
10 ปีที่กูรู้จักกับมิงมา
 
4 ปีที่กูอยู่ร่วมห้อง(หอ) กับคนอย่างมิง
 
กูกับมิงไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกัน
 
ทะเลาะกันก็บ่อย แย่งกันเปิดวิทยุ แย่งกันฟังเพลง
 
......กูเหงาจริงๆ...
 
ไม่มีมิงแล้ว กูเหงามาก
 
ห้องที่เคยแคบเพราะเสื้อผ้ามิงเยอะมากกกกกกกกกก(เยอะจริงๆ)
 
ก็ดูแคบไปถนัดตา(เพราะกูมีเสื่อผืนหมอนใบ)
 
ไปบริคบาร์วันนั้น กูคิดถึงมิงมาก
 
วงที่มิงชอบกำลังเล่น มิงเคยยืนเต้นเบียดชาวบ้านตรงนี้
 
มิงเคยอ้วกตรงนี้...มิงเดินออกไปจากประตูนี้
 
แล้วมิงก็ไม่กลับมาเลยในคืนนั้น
 
........กูควรทำยังไง กูเหงา.....
 
(แต่อย่าเอากูไปอยู่ด้วยนะมิง -*-) 
 


Oasis - Teddy Ska Band

  +++++++++++++++++++++++++

[p.S. มันช่างฟุ้งซ่าน*]

* จ๊นนนนน จน เมื่อไหร่เหล้าจะราคากลมละ 5 บาท

* งานเจร็อควันที่ 4 ก็คงจะไป อยากไปรำลึก แต่ก็คงไม่มีอะไรให้รำลึก

* นอกจากไปดูไอ้แมด แอบเห็นชื่อมันเล่น

* อยากคอสเจร็อคเก่าๆ ลุคเก่าๆ เบื่อการ์ตูน

* กูก็ยังรักเจร็อคเหมือนเดิม 

* เพียงแต่ที่กูฟังเรกเก้ สกา เพราะกูจะได้คิดว่ามิงยังอยู่ตรงนี้กับกู

* หวยออก 12 อีกแล้วนะแตมป์ -*- ไม่บอกกูเล้ยยย

* ชีวิตยังไร้สาระเหมือนเดิมไม่มีเปลีั่ยน

* อยากจะเล่นดนตรีอีกครั้งนะ..ชาติไหนหละวะ -*-

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เ จิ ม ส์ ใ ห้ กั บ ค ว า ม เ ห งา

#1 By mC KEI on 2009-03-19 16:29

ขอให้หายเหงาเร็วๆนะคุณเคย์

เพื่อนคุณเคย์ฟังเพลงนี้เเล้วคงยิ้ม

เราคิดว่ายังงั้น



ขอให้ดูเเม้ดร้องเพลงอย่างสนุกสนานวันที่ 4 นะ

#2 By DAROCK69 on 2009-03-19 17:29

ความเหงาจะอยู่คู่กะเราตลอดไป เย่!!!

เย้ยยย!!!!!!!!!!

แต่มันไม่ได้เหงาอยู่ตลอดเวลานะจ๊ะ ยิ้มเข้าไว้แล้วจะดีเองquestion

#3 By Nannii on 2009-03-22 17:57

มาเยี่ยมเคย์

อะไรที่บอกว่าว่าไม่มีความรู้พออ่ะ

"ลองทำรึยัง???"

"ถ้าไม่ลองผิดลองถูกอ่า ชาตินี้ก็ทำไม่ได้หรอก"

"ถ้าคิดจะทำอ่ะยังไงมันก็ต้องทำได้"

อยากทำอะไรก็ทำเลย

(นี่มาบ่นอะไรฟร่ะเนี่ย)

เหงาก็ขอให้หายไวไวน้า....

เราว่าเราเข้าใจความรู้สึกเคย์นะ ฮืออออ


ป.ล. รอดูเคย์ร้องเพลงเน่ออออ

#4 By NANA~AQUA~ on 2009-03-24 10:59

พี่เค
สู้ๆนะ
เปนกำลังใจให้



เราต้องเดินต่อไปๆๆ.....
อย่าเหงาเลยย


...


คิดถึงๆ big smile

#5 By RainboW* (125.24.40.3) on 2009-03-27 02:22

เหงาก็มาคุยกะกรูนี่ ="= เหอๆๆ

เจร็อค คอสเพลย์ ดนตรี
กรูก็ยังอยู่ที่เดิม.. เช่นกัน

#6 By Uki on 2009-04-08 23:26

อ่ะ.. แอดด้วยคนละเออ

#7 By Uki on 2009-04-09 04:33